Garlic Oil Softgel: น้ำมันกระเทียมกับงานวิจัยด้านไขมันในเลือดและสุขภาพหัวใจ แยกตามรูปแบบกระเทียม
หากคุณกำลังมองหาอาหารเสริมเพื่อสนับสนุนสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ควบคู่กับการดูแลไขมันในเลือดให้สมดุล “Garlic Oil Softgel” หรือผลิตภัณฑ์ซอฟต์เจลที่มีน้ำมันกระเทียมเป็นส่วนประกอบ ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ กระเทียมเป็นสมุนไพรที่มีงานวิจัยในคนจำนวนมาก โดยงานส่วนใหญ่ที่ใช้ผงกระเทียม (garlic powder) และกระเทียมบ่ม (aged garlic extract) พบว่ากระเทียมช่วยให้ระดับคอเลสเตอรอลรวมและ LDL (“ไขมันไม่ดี”) ลดลงเล็กน้อยในผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง ส่วนน้ำมันกระเทียมมีข้อมูลด้านไตรกลีเซอไรด์และการทำงานของเกล็ดเลือดมากกว่า (Ried et al., 2013; Zeng et al., 2012) บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักประโยชน์ของน้ำมันกระเทียม (Garlic Oil) ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ซอฟต์เจล อธิบายถึงสารสำคัญอย่าง Allicin รวมถึงการเสริมฤทธิ์กับสารอาหารอื่น ๆ อย่าง Omega-3 และ Coenzyme Q10 ตลอดจนแนวทางและเทคโนโลยีการผลิตซอฟต์เจลเพื่อให้การดูดซึมสารออกฤทธิ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบุให้ชัดว่าผลการวิจัยแต่ละข้อมาจากกระเทียมรูปแบบใด
สำหรับแบรนด์ที่ต้องการผลิตซอฟท์เจลจากน้ำมันชนิดนี้ ดูบริการรับผลิตซอฟท์เจลของ ACC Nutraceutical โรงงานในเครือ TIBD ที่จังหวัดชุมพร
ทำความรู้จักกับ “Garlic Oil” และเหตุใดถึงน่าใช้ใน Softgel
1) น้ำมันกระเทียม…ทำไมต้องอยู่ในรูปแบบซอฟต์เจล
กระเทียมเป็นสมุนไพรที่ทั่วโลกใช้มานานนับพันปี โดดเด่นด้วยสารประกอบออร์แกโนซัลเฟอร์หลากชนิดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ ไปจนถึงการลดระดับไขมันในเลือด ตามที่งานทบทวนวรรณกรรมและงานวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) รวบรวมไว้ (Verma et al., 2023; Behrouz et al., 2026) อย่างไรก็ตาม กระเทียมสดและผงกระเทียมมักมีกลิ่นรุนแรง และบางครั้งอาจระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ การนำกระเทียมมาสกัดเป็นน้ำมันเพื่อบรรจุในซอฟต์เจล จึงเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้บริโภครับประทานได้ง่ายขึ้น ลดกลิ่นฉุน และช่วยเจือจางความเข้มข้นของสารสำคัญให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
การทำน้ำมันกระเทียม (Garlic Oil) ส่วนมากอาศัยการกลั่นด้วยไอน้ำ (steam distillation) จากกระเทียมสด ซึ่งจะได้สารประกอบกำมะถันมากมาย โดยเฉพาะกลุ่ม diallyl sulfide เช่น diallyl disulfide (DADS) และ diallyl trisulfide (DATS) เป็นหลัก (Bar et al., 2022) โดยได้น้ำมันในสัดส่วนต่ำมากเมื่อเทียบกับน้ำหนักกระเทียมสด น้ำมันที่ได้จึงเข้มข้นและมีกลิ่นแรง ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์จึงนิยมผสมน้ำมันพืชชนิดอื่น เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก หรือน้ำมัน MCT จากมะพร้าว เพื่อเจือจางก่อนบรรจุในซอฟต์เจล ทั้งนี้ คำแนะนำการใช้ส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ อย. (ประกาศลงวันที่ 26 มกราคม 2565) ระบุน้ำมันกระเทียมที่ได้จากการบีบอัด และกำหนดขนาดไม่เกิน 1.5 กรัมต่อวัน

2) จุดเด่นที่ต่างจาก “ผงกระเทียม” และ “กระเทียมบ่ม”

น้ำมันกระเทียม:
อุดมด้วยสารซัลไฟด์ที่ละลายในไขมัน (เช่น DADS, DATS) ซึ่งเกิดจากการสลายตัวของ Allicin งานวิจัยรวมพบว่าน้ำมันกระเทียมช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ได้ (Zeng et al., 2012) ส่วนฤทธิ์ต้านการอักเสบและผลต่อความดันส่วนใหญ่ยังเป็นข้อมูลจากห้องปฏิบัติการ

ผงกระเทียม:
อัลลิซิน (Allicin) จะเกิดขึ้นเมื่อนำผงกระเทียมสัมผัสความชื้นและเอนไซม์ alliinase แปรรูปจาก Alliin แต่เนื่องจากอัลลิซินสลายตัวเร็ว หากเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องปกตินาน ๆ ก็อาจสูญเสียฤทธิ์ได้ง่าย ผลิตภัณฑ์แบบเม็ดเคลือบลำไส้ช่วยให้ปล่อยอัลลิซินได้ (Lawson & Gardner, 2005)

กระเทียมบ่ม:
อุดมไปด้วย S-allylcysteine (SAC) ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ละลายน้ำได้ ค่อนข้างเสถียร (คงตัวได้ราว 12 เดือนที่อุณหภูมิห้อง ตามการวิเคราะห์ของ Lawson & Gardner, 2005) จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรับประทานกระเทียมแบบไม่มีกลิ่นเลย และเน้นประโยชน์ที่กว้างขึ้นในด้านต้านอนุมูลอิสระ
Allicin: ตัวเอกสำคัญในกระเทียม
อัลลิซิน (Allicin) คืออะไร
อัลลิซิน คือ สารสำคัญในกระเทียมที่เกิดขึ้นเมื่อกรีบกระเทียมถูกบดหรือสับ สด ๆ จัดเป็นกลุ่ม thiosulfinate มีกลิ่นฉุนและมีฤทธิ์ทางชีวภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นต้านจุลชีพ ลดไขมัน ต้านการอักเสบ หรือป้องกันอนุมูลอิสระ ซึ่งมาจากงานศึกษาในห้องปฏิบัติการเป็นส่วนใหญ่ (Deng et al., 2023) อย่างไรก็ตาม อัลลิซินมีความคงตัวต่ำมาก สลายตัวไปเป็นสารกำมะถันอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว จึงยากที่จะรักษาไว้ในผลิตภัณฑ์นาน ๆ

เราได้ Allicin ในซอฟต์เจลน้ำมันกระเทียมหรือไม่
บ่อยครั้งในกระบวนการสกัดอัลลิซินจะเปลี่ยนสภาพก่อนถึงมือผู้บริโภค ในน้ำมันกระเทียมมักเหลือสารอนุพันธ์ของอัลลิซินที่เสถียรกว่า เช่น DADS หรือ DATS เป็นต้น ดังนั้น หากต้องการคง “อัลลิซิน” จริง ๆ ในซอฟต์เจลแบบน้ำมัน อาจต้องพัฒนาเทคโนโลยีพิเศษ เช่น การแยกเอนไซม์และสารตั้งต้นคนละส่วน เพื่อให้อัลลิซินเกิดขึ้นภายหลังการกลืน (แนวคิดเดียวกับเม็ดเคลือบลำไส้ที่มีการพิสูจน์ว่าปล่อยอัลลิซินได้จริง; Lawson & Gardner, 2005) ผู้ผลิตส่วนใหญ่จึงเน้นอนุพันธ์ซัลไฟด์ (DADS, DATS) ซึ่งคงตัวกว่า และมีฤทธิ์ทางชีวภาพของตัวเอง แม้โปรไฟล์ฤทธิ์และหลักฐานในคนจะไม่เหมือนอัลลิซินทั้งหมด
งานวิจัยด้านสุขภาพ: ไขมันในเลือด การอักเสบ และหัวใจ

1) กระเทียมกับระดับไขมันในเลือด ผลต่างกันตามรูปแบบ
กระเทียมได้รับการศึกษามากในเรื่องคอเลสเตอรอลและ LDL (“ไขมันเลว”) แต่ผลแตกต่างกันตามรูปแบบของกระเทียม งานวิเคราะห์อภิมานที่รวม 39 การทดลองพบว่า ในผู้ที่มีคอเลสเตอรอลรวมเกิน 200 mg/dL การเสริมกระเทียมนานกว่า 2 เดือนช่วยลดคอเลสเตอรอลรวมได้ราว 8% (ประมาณ 17 mg/dL) และ LDL ราว 9 mg/dL ผลนี้มาจากผงกระเทียมและกระเทียมบ่มเป็นหลัก (Ried et al., 2013) งานวิเคราะห์อภิมานล่าสุดที่รวม 108 การทดลองพบว่า LDL ลดลงเฉลี่ยราว 5.9 mg/dL (Behrouz et al., 2026)
สำหรับน้ำมันกระเทียมโดยเฉพาะ งานวิเคราะห์อภิมานพบว่าผลเด่นอยู่ที่การลดไตรกลีเซอไรด์ ขณะที่ผงกระเทียมและกระเทียมบ่มลดคอเลสเตอรอลรวมได้ดีกว่า (Zeng et al., 2012) การทดลองแบบสุ่มที่ใช้น้ำมันกระเทียมกลั่นด้วยไอน้ำในผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง 25 คน นาน 12 สัปดาห์ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของคอเลสเตอรอลรวม LDL หรืออัตราการสร้างคอเลสเตอรอล (Berthold et al., 1998) และการทดลองที่ใช้น้ำมันกระเทียมในนักวิ่งชายนาน 16 สัปดาห์ก็ไม่พบความต่างจากยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ (Zhang et al., 2001)
ด้านกลไก การศึกษาในเซลล์ตับพบว่าสารละลายน้ำบางชนิดในกระเทียม เช่น S-allylcysteine ลดการทำงานของเอนไซม์ HMG-CoA reductase ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่อธิบายผลด้านคอเลสเตอรอล (Gebhardt, 1993; Liu & Yeh, 2002) สารกลุ่มนี้พบในกระเทียมบ่มมากกว่าในน้ำมันกระเทียม

2) งานวิจัยด้านการอักเสบ
งานในห้องปฏิบัติการ (ระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง) พบว่าสารออร์แกโนซัลเฟอร์ในน้ำมันกระเทียม เช่น DADS และ DATS ลดการส่งสัญญาณ NF-κB และการหลั่งไซโตไคน์อักเสบ (TNF-α, IL-1β) (Suman & Shukla, 2016) ส่วนในคน งานวิเคราะห์อภิมานที่รวม 17 การทดลองพบว่าการเสริมกระเทียมช่วยลดระดับ CRP (ตัวบ่งชี้การอักเสบ) ได้ โดยผลเด่นในกระเทียมบ่ม แต่ไม่พบผลต่อ IL-6 (Mirzavandi et al., 2020)

3) ปัจจัยที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด
- ไขมันในเลือด: ดังที่กล่าวไป ผงกระเทียมและกระเทียมบ่มช่วยลดคอเลสเตอรอลรวมและ LDL ได้เล็กน้อย ส่วนน้ำมันกระเทียมมีข้อมูลด้านไตรกลีเซอไรด์มากกว่า
- ต้านอนุมูลอิสระ: งานศึกษากลไกพบว่าอัลลิซินและสารซัลไฟด์ช่วยปกป้องเซลล์ผนังหลอดเลือดจากอนุมูลอิสระ และงานรวมในคนพบว่าตัวบ่งชี้ภาวะเครียดออกซิเดชันในเลือดดีขึ้น (Behrouz et al., 2026)
- ดูแลความดันโลหิต: งานรวมในผู้มีความดันโลหิตสูงพบว่าผลิตภัณฑ์กระเทียม (ส่วนใหญ่เป็นผงและกระเทียมบ่ม) ลดความดันตัวบนเฉลี่ยราว 8 mmHg และตัวล่างราว 5.5 mmHg (Ried, 2020) ส่วนในผู้ที่ความดันปกติไม่พบผล (Li et al., 2013) และการทดลองที่ใช้น้ำมันกระเทียมในนักวิ่งไม่พบการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (Zhang et al., 2001) กลไกที่มีการศึกษาคือการกระตุ้นไนตริกออกไซด์ (NO) และการที่สารซัลไฟด์ในกระเทียมถูกเปลี่ยนเป็นก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H₂S) ซึ่งช่วยให้หลอดเลือดคลายตัว (Benavides et al., 2007 ศึกษาในเม็ดเลือดแดงคนและหลอดเลือดที่แยกออกมา)
- การเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด: งานในคนบางชิ้น รวมถึงงานที่ให้ผู้เข้าร่วมกินน้ำมันกระเทียมแล้ววัดเลือดนอกร่างกาย พบว่าลดการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดได้ (Bordia et al., 1996) แต่งานทบทวน 12 การทดลองพบผลเพียงครึ่งหนึ่ง จึงยังสรุปไม่ได้ (Mollahosseini et al., 2022) ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดควรปรึกษาแพทย์
ไขมันในเลือดและความดันโลหิตเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่งานวิจัยปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเพียงพอว่าการเสริมกระเทียมช่วยลดการเกิดโรคหัวใจได้โดยตรง (Stabler et al., 2012)

4) การเสริมฤทธิ์ด้วย Omega-3 และ CoQ10
- ผสานกับกรดไขมันโอเมก้า-3: การทดลองแบบสุ่มในชายที่มีคอเลสเตอรอลสูง 50 คน นาน 12 สัปดาห์ (อาหารเสริมกระเทียม 900 มก./วัน) พบว่าการเสริมกระเทียมคู่กับน้ำมันปลาช่วยลดคอเลสเตอรอลรวม LDL และไตรกลีเซอไรด์ไปพร้อมกัน โดยกระเทียมช่วยหักล้างการเพิ่มขึ้นของ LDL ที่พบเมื่อทานน้ำมันปลาเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ กลุ่มที่ทานกระเทียมอย่างเดียวลด LDL ได้มากกว่า (ราว 14.2% เทียบกับ 9.5% เมื่อทานคู่กัน) และกลุ่มน้ำมันปลาอย่างเดียวลดไตรกลีเซอไรด์ได้ใกล้เคียงกับกลุ่มที่ทานคู่ (Adler & Holub, 1997)
- ผสานกับโคเอนไซม์คิวเทน (CoQ10): การทดลองแบบสุ่มขนาดเล็ก (65 คน นาน 1 ปี) ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจพบว่าการรับประทาน Aged Garlic Extract (กระเทียมบ่ม) ร่วมกับ CoQ10 ทำให้ตัวบ่งชี้การอักเสบ (CRP) ลดลง และคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นช้ากว่ากลุ่มยาหลอก (Zeb et al., 2012)
แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ซอฟต์เจล “Garlic Oil” เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
1) เทคโนโลยีเพิ่มการดูดซึม: Nanoemulsion, Phytosome, SEDDS เป็นเทคโนโลยีที่ใช้เพิ่มการกระจายตัวและการดูดซึม (bioavailability) ของสารที่ละลายในไขมัน (Kesarwani et al., 2013; Deng et al., 2023) สำหรับน้ำมันกระเทียมยังต้องทดสอบชีวปริมาณออกฤทธิ์ในสูตรจริง ซึ่งเป็นงานวิจัยและพัฒนาที่ทำได้ในขั้นพัฒนาสูตร ตัวอย่างเทคนิค เช่น
- นาโนอิมัลชัน (Nanoemulsion): ปรับให้หยดน้ำมันกระจายตัวขนาดเล็กมาก (<100 nm) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึม
- ไฟโตโซม (Phytosome): ใช้ฟอสโฟลิพิดจับกับสารออกฤทธิ์ ช่วยให้ซึมผ่านชั้นไขมันในผนังเซลล์ได้ดีขึ้น
- SEDDS (Self-Emulsifying Drug Delivery System): จัดผสมของน้ำมัน-สารลดแรงตึงผิวให้พร้อมอิมัลชันขึ้นเองเมื่ออยู่ในทางเดินอาหาร ช่วยให้สารที่ละลายในไขมันกระจายตัวได้ดีขึ้น
2) สารช่วยดูดซึม: Lecithin, Piperine
- เลซิติน (Lecithin): ทำหน้าที่เป็นอีมัลซิไฟเออร์ ช่วยลดแรงตึงผิวระหว่างน้ำมันกระเทียมกับของเหลวในร่างกาย ทำให้เกิดไมเซลล์ขนาดเล็ก ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ดี
- ไพเพอรีน (Piperine) จากพริกไทยดำ: เป็นสารเพิ่มการดูดซึมที่ใช้กับสารสกัดพืชหลายชนิด โดยยับยั้งเอนไซม์ตับและตัวขนส่งยาบางชนิด จึงอาจช่วยให้สารออกฤทธิ์อยู่ในร่างกายนานขึ้น (Kesarwani et al., 2013) แต่ยังไม่มีข้อมูลเฉพาะกับน้ำมันกระเทียม อย่างไรก็ดี ควรระวังผู้ที่ทานยาบางชนิดอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงระดับยาในเลือดได้
3) การคงตัว (Stability) ของสารออกฤทธิ์
- อัลลิซิน (Allicin): สลายง่ายมากเมื่อต้องเจอความชื้นหรือความร้อน ผู้ผลิตส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญกับอนุพันธ์ DADS, DATS เป็นหลัก เพราะคงตัวกว่า แม้โปรไฟล์ฤทธิ์จะไม่เหมือนอัลลิซินทั้งหมด
- การปกป้องจากแสงและออกซิเจน: การใช้แคปซูลทึบแสงและบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท พร้อมการเติมสารต้านออกซิเดชัน (เช่น วิตามินอี) ช่วยคงคุณภาพของน้ำมันกระเทียมได้นาน
- การควบคุมอุณหภูมิ: ควรเก็บในที่แห้งและเย็น หลีกเลี่ยงความร้อนจัดหรือการวางกลางแสงแดดโดยตรง
4) การเลือกใช้น้ำมันพาหะ (Carrier Oil)
น้ำมันกระเทียมมักถูกเจือจางด้วยน้ำมันชนิดต่าง ๆ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว หรือน้ำมัน MCT เพื่อ:
- เจือจางกลิ่นฉุนที่รุนแรง
- เพิ่มความเสถียรของอนุพันธ์กำมะถันบางชนิด
- ช่วยให้การดูดซึมในระบบทางเดินอาหารเป็นไปอย่างราบรื่น
น้ำมัน MCT เป็นที่นิยมเพราะร่างกายย่อยและนำไปใช้เป็นพลังงานได้เร็ว งานรวม 13 การทดลองพบว่าการใช้ MCT แทนไขมันทั่วไปสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวที่ลดลงเล็กน้อย (เฉลี่ยราว 0.5 กิโลกรัม) (Mumme & Stonehouse, 2015) แต่ MCT ยังให้พลังงานเช่นเดียวกับไขมันอื่น
ทำไม “Garlic Oil Softgel” จึงเป็นทางเลือกสุขภาพที่น่าสนใจ
- ทานง่าย: อยู่ในรูปแคปซูลนิ่ม กลืนสะดวก ไม่ต้องทนกลิ่นฉุนจากกระเทียมสด
- ส่งตรงประโยชน์: น้ำมันกระเทียมมีอนุพันธ์อัลลิซิน (DADS, DATS) ซึ่งมีงานวิจัยด้านไตรกลีเซอไรด์และการทำงานของเกล็ดเลือด
- ผสมสารเสริมได้หลากหลาย: เช่น โอเมก้า-3 หรือ CoQ10 ซึ่งมีงานวิจัยแบบใช้ร่วมกับกระเทียม หรือสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ
- เทคโนโลยีสมัยใหม่: เทคโนโลยีนำส่ง เช่น นาโนอิมัลชันหรือ SEDDS ช่วยพัฒนาการกระจายตัวและความคงตัวของสูตร
- เหมาะกับผู้ใส่ใจสุขภาพหัวใจ: สำหรับผู้ที่ดูแลไขมันในเลือดและความดันโลหิตซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ โดยควรเลือกรูปแบบกระเทียมให้ตรงกับหลักฐาน (น้ำมันกระเทียมเด่นด้านไตรกลีเซอไรด์ ผงกระเทียมและกระเทียมบ่มเด่นด้านคอเลสเตอรอลและความดัน)

ลงทุนกับสุขภาพหัวใจ ด้วย “Garlic Oil Softgel”
“Garlic Oil Softgel” หรือผลิตภัณฑ์ซอฟต์เจลน้ำมันกระเทียม ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลตนเองแบบองค์รวม น้ำมันกระเทียมมีงานวิจัยด้านไตรกลีเซอไรด์และการทำงานของเกล็ดเลือด ส่วนผลด้านคอเลสเตอรอลรวม LDL ความดันโลหิต และตัวบ่งชี้การอักเสบมีหลักฐานในคนชัดกว่าในผงกระเทียมและกระเทียมบ่ม นอกจากนี้ การผสมสารอื่น เช่น CoQ10 หรือ Omega-3 เป็นแนวทางที่มีงานวิจัยแบบใช้ร่วมกับกระเทียมรองรับ (Adler & Holub, 1997; Zeb et al., 2012)
ทั้งนี้ เมื่อคิดจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ซอฟต์เจลน้ำมันกระเทียม ควรพิจารณาจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน มีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการคงคุณภาพและเพิ่มการดูดซึมสารสำคัญ ตลอดจนปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรหากมีโรคประจำตัว หรือกำลังใช้ยาใด ๆ ควบคู่กัน สิ่งสำคัญคือการรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ตามคำแนะนำบนฉลากหรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดของคุณ
ข้อควรระวังและข้อจำกัดของหลักฐาน
ผลิตภัณฑ์กระเทียมโดยทั่วไปทนได้ดีและมีผลข้างเคียงน้อย (Ried et al., 2013) แต่อาจทำให้มีกลิ่นปากหรือกลิ่นตัว และระคายเคืองทางเดินอาหารในบางคน ผู้ที่อยู่ในกลุ่มต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้
- ผู้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด และผู้ที่กำลังจะผ่าตัด: กระเทียมมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด (Bordia et al., 1996; Mollahosseini et al., 2022) แม้งานในผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟาริน (warfarin) และได้รับการติดตามใกล้ชิดจะไม่พบการเลือดออกเพิ่มขึ้นเมื่อใช้กระเทียมบ่ม (Macan et al., 2006) ก็ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้ง
- ผู้ใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวี (HIV): งานวิจัยในคนพบว่าอาหารเสริมกระเทียมลดระดับยาซาควินาเวียร์ (saquinavir) ในเลือดลงราว 51% (Piscitelli et al., 2002)
- หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวและใช้ยาประจำ: ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิด
- ขนาดที่ใช้: ตามคำแนะนำของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) น้ำมันกระเทียมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใช้ได้ไม่เกิน 1.5 กรัมต่อวัน
- ข้อจำกัดของหลักฐาน: งานในคนที่พบผลด้านคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตส่วนใหญ่ใช้ผงกระเทียมและกระเทียมบ่ม ส่วนการทดลองที่ใช้น้ำมันกระเทียมไม่พบผลต่อ LDL (Berthold et al., 1998; Zhang et al., 2001) และงานทบทวนของ Cochrane ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงสรุปว่ายังมีข้อมูลไม่เพียงพอว่ากระเทียมช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือการเสียชีวิต (Stabler et al., 2012) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงไม่ใช่สิ่งทดแทนยาหรือการรักษาของแพทย์
หมายเหตุ: บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและคำแนะนำเชิงทั่วไป มิใช่การวินิจฉัยหรือสั่งจ่ายยา หากมีโรคประจำตัวหรือรับประทานยารักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใด ๆ
เอกสารอ้างอิง (References) :
- Ried, K., Toben, C., & Fakler, P. (2013). Effect of garlic on serum lipids: an updated meta-analysis. Nutrition Reviews, 71(5), 282–299. doi:10.1111/nure.12012
- Behrouz, V., Zahroodi, M., Clark, C. C. T., et al. (2026). Effects of garlic supplementation on cardiovascular risk factors in adults: a comprehensive updated systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. Nutrition Reviews, 84(1), 1–35. doi:10.1093/nutrit/nuaf090
- Zeng, T., Guo, F. F., Zhang, C. L., et al. (2012). A meta-analysis of randomized, double-blind, placebo-controlled trials for the effects of garlic on serum lipid profiles. Journal of the Science of Food and Agriculture, 92(9), 1892–1902. doi:10.1002/jsfa.5557
- Berthold, H. K., Sudhop, T., & von Bergmann, K. (1998). Effect of a garlic oil preparation on serum lipoproteins and cholesterol metabolism: a randomized controlled trial. JAMA, 279(23), 1900–1902. doi:10.1001/jama.279.23.1900
- Zhang, X. H., Lowe, D., Giles, P., et al. (2001). A randomized trial of the effects of garlic oil upon coronary heart disease risk factors in trained male runners. Blood Coagulation & Fibrinolysis, 12(1), 67–74. doi:10.1097/00001721-200101000-00010
- Ried, K. (2020). Garlic lowers blood pressure in hypertensive subjects, improves arterial stiffness and gut microbiota: a review and meta-analysis. Experimental and Therapeutic Medicine, 19(2), 1472–1478. doi:10.3892/etm.2019.8374
- Li, L., Sun, T., Tian, J., et al. (2013). Garlic in clinical practice: an evidence-based overview. Critical Reviews in Food Science and Nutrition, 53(7), 670–681. doi:10.1080/10408398.2010.537000
- Stabler, S. N., Tejani, A. M., Huynh, F., & Fowkes, C. (2012). Garlic for the prevention of cardiovascular morbidity and mortality in hypertensive patients. Cochrane Database of Systematic Reviews, 2012(8), CD007653. doi:10.1002/14651858.CD007653.pub2
- Mirzavandi, F., Mollahosseini, M., Salehi-Abargouei, A., et al. (2020). Effects of garlic supplementation on serum inflammatory markers: a systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. Diabetes & Metabolic Syndrome, 14(5), 1153–1161. doi:10.1016/j.dsx.2020.06.031
- Benavides, G. A., Squadrito, G. L., Mills, R. W., et al. (2007). Hydrogen sulfide mediates the vasoactivity of garlic. Proceedings of the National Academy of Sciences USA, 104(46), 17977–17982. doi:10.1073/pnas.0705710104
- Mollahosseini, M., Hosseini-Marnani, E., Panjeshahin, A., et al. (2022). A systematic review of randomized controlled trials related to the effects of garlic supplementation on platelet aggregation. Phytotherapy Research, 36(11), 4041–4050. doi:10.1002/ptr.7556
- Bordia, A., Verma, S. K., & Srivastava, K. C. (1996). Effect of garlic on platelet aggregation in humans: a study in healthy subjects and patients with coronary artery disease. Prostaglandins, Leukotrienes and Essential Fatty Acids, 55(3), 201–205. doi:10.1016/s0952-3278(96)90099-x
- Gebhardt, R. (1993). Multiple inhibitory effects of garlic extracts on cholesterol biosynthesis in hepatocytes. Lipids, 28(7), 613–619. doi:10.1007/BF02536055
- Liu, L., & Yeh, Y. Y. (2002). S-alk(en)yl cysteines of garlic inhibit cholesterol synthesis by deactivating HMG-CoA reductase in cultured rat hepatocytes. The Journal of Nutrition, 132(6), 1129–1134. doi:10.1093/jn/132.6.1129
- Suman, S., & Shukla, Y. (2016). Diallyl sulfide and its role in chronic diseases prevention. Advances in Experimental Medicine and Biology, 929, 127–144. doi:10.1007/978-3-319-41342-6_6
- Adler, A. J., & Holub, B. J. (1997). Effect of garlic and fish-oil supplementation on serum lipid and lipoprotein concentrations in hypercholesterolemic men. The American Journal of Clinical Nutrition, 65(2), 445–450. doi:10.1093/ajcn/65.2.445
- Zeb, I., Ahmadi, N., Nasir, K., et al. (2012). Aged garlic extract and coenzyme Q10 have favorable effect on inflammatory markers and coronary atherosclerosis progression: a randomized clinical trial. Journal of Cardiovascular Disease Research, 3(3), 185–190. doi:10.4103/0975-3583.98883
- Lawson, L. D., & Gardner, C. D. (2005). Composition, stability, and bioavailability of garlic products used in a clinical trial. Journal of Agricultural and Food Chemistry, 53(16), 6254–6261. doi:10.1021/jf050536+
- Verma, T., Aggarwal, A., Dey, P., et al. (2023). Medicinal and therapeutic properties of garlic, garlic essential oil, and garlic-based snack food: an updated review. Frontiers in Nutrition, 10, 1120377. doi:10.3389/fnut.2023.1120377
- Bar, M., Binduga, U. E., & Szychowski, K. A. (2022). Methods of isolation of active substances from garlic (Allium sativum L.) and its impact on the composition and biological properties of garlic extracts. Antioxidants, 11(7), 1345. doi:10.3390/antiox11071345
- Deng, Y., Ho, C. T., Lan, Y., et al. (2023). Bioavailability, health benefits, and delivery systems of allicin: a review. Journal of Agricultural and Food Chemistry, 71(49), 19207–19220. doi:10.1021/acs.jafc.3c05602
- Kesarwani, K., Gupta, R., & Mukerjee, A. (2013). Bioavailability enhancers of herbal origin: an overview. Asian Pacific Journal of Tropical Biomedicine, 3(4), 253–266. doi:10.1016/S2221-1691(13)60060-X
- Mumme, K., & Stonehouse, W. (2015). Effects of medium-chain triglycerides on weight loss and body composition: a meta-analysis of randomized controlled trials. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics, 115(2), 249–263. doi:10.1016/j.jand.2014.10.022
- Piscitelli, S. C., Burstein, A. H., Welden, N., et al. (2002). The effect of garlic supplements on the pharmacokinetics of saquinavir. Clinical Infectious Diseases, 34(2), 234–238. doi:10.1086/324351
- Macan, H., Uykimpang, R., Alconcel, M., et al. (2006). Aged garlic extract may be safe for patients on warfarin therapy. The Journal of Nutrition, 136(3 Suppl), 793S–795S. doi:10.1093/jn/136.3.793S
- ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง คำแนะนำการใช้ส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ลงวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2565 บัญชีแนบท้าย ลำดับที่ 11 Allium sativum L.