Cold Plasma / UC10

กรณีใช้งาน UC10 · CO₂ และน้ำ PAW

Gliding Arc ระบบเดียว จัดการ CO₂ และผลิตน้ำ PAW

งานวิจัยเบื้องหลัง UC10 ใช้พลาสมาแบบ Gliding Arc ระบบเดียวศึกษาสองผลพร้อมกัน คือการเปลี่ยนองค์ประกอบก๊าซในห้องทดลองปิด และการผลิตน้ำที่ผ่านพลาสมา (plasma-activated water, PAW) ไปใช้เพาะต้นอ่อน หน้านี้สรุปผลที่วัดได้ ข้อจำกัด และสิ่งที่ควรวัดก่อนทดลองกับก๊าซและน้ำของคุณ

งานวิจัยโดย รศ.ดร.ศิวพล ศรีสนพันธุ์ และทีม Plasma Innovations ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โต๊ะแล็บที่มีกล่องอะคริลิกปิดพร้อมท่อก๊าซ เครื่องวัด CO₂ แบบมือถือ บีกเกอร์น้ำ เครื่องจ่ายไฟแรงสูง และถาดต้นอ่อนทานตะวัน
ชุดทดลองก๊าซ น้ำ และต้นอ่อนบนโต๊ะเดียวกัน · ภาพประกอบสร้างด้วย AI ไม่ใช่ภาพจากงานวิจัย
≈7,500 → 600 ppmCO₂ ในห้องทดลองปิด 56.6 ลิตร ภายในประมาณ 10 นาทีเมื่อเปิด Gliding Arc ที่ความเข้มข้นเริ่มต้นสูง (กลุ่มปิดพลาสมาลดลงใกล้ 1,000 ppm ในราว 70 นาที)
≈1,000 → 600 ppmCO₂ ในห้องทดลองปิดเดียวกัน ใช้เวลา 35 นาทีเมื่อเปิดพลาสมาที่ความเข้มข้นเริ่มต้นต่ำ
12 วันต้นอ่อนทานตะวันที่ได้ PAW (ผลิต 30 นาที) ยาวและหนักกว่ากลุ่มน้ำ DI อย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ในเงื่อนไขที่ศึกษา

ตัวเลขในบทความเป็นผลในห้องปฏิบัติการตามเงื่อนไขของงานวิจัยที่อ้างถึง ผลกับล็อตหรือระบบเพาะจริงต้องทดลองซ้ำ

ระบบเดียว สองผลลัพธ์: ก๊าซที่เปลี่ยนไปและน้ำ PAW

CO2 อาจเกิดอยู่แล้วในกระบวนการผลิต การใช้พลังงาน หรือก๊าซทางออก งานวิจัยเบื้องหลัง UC10 ใช้ระบบพลาสมาแบบ Gliding Arc (gliding arc plasma) ระบบเดียวศึกษาสองเส้นทางพร้อมกัน เส้นทางก๊าซใช้ติดตามการเปลี่ยนองค์ประกอบและปลายทางของคาร์บอน ส่วนเส้นทางน้ำใช้ดูว่าน้ำที่สัมผัสเคมีจากพลาสมาจะกลายเป็น PAW ที่ใช้งานต่อได้หรือไม่ [1]

  • ผลฝั่งก๊าซ: CO2 · CO · O3 · องค์ประกอบก๊าซทางออก
  • ผลฝั่งน้ำ: pH · การนำไฟฟ้า (EC) · H2O2 · NO3− · ผลการใช้งาน
  • ผลระดับระบบ: พลังงาน · ปริมาณที่ผลิตได้ · ความสม่ำเสมอ · ความปลอดภัย

ผลในหน้านี้มาจากการทดลองระดับห้องปฏิบัติการ และขึ้นกับองค์ประกอบก๊าซกับสภาวะการทดลอง [1]

ในภาพใหญ่ IPCC สรุปว่ากิจกรรมมนุษย์เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจน การลดการปล่อยที่ต้นทางยังเป็นหัวใจสำคัญ ส่วนการแยก CO2 ให้เข้มข้นขึ้น การเปลี่ยน CO2 เป็น CO และการเก็บคาร์บอนอย่างถาวร ให้ผลปลายทางต่างกันและต้องประเมินตามหน้าที่ของแต่ละระบบ [2]

ข้อควรระวังค่า CO2 เฉลี่ยทั่วโลกปี 2024 คือ 422.7 ppm [3] ค่านี้เป็นระดับบรรยากาศโลก จึงมีฐานการวัดต่างจากความเข้มข้นในห้องทดลองปิดของ UC10

ทำไมใช้ Gliding Arc ศึกษาก๊าซและน้ำในระบบเดียว

Gliding Arc ใช้สนามไฟฟ้าระหว่างขั้วไฟฟ้าสองขั้วสร้างการคายประจุ (discharge) เมื่อก๊าซไหลผ่าน อาร์กจะเคลื่อนและยืดตัวไปตามแนวขั้ว อิเล็กตรอนในพลาสมาถ่ายทอดพลังงานให้โมเลกุลก๊าซจนเกิดการกระตุ้นและปฏิกิริยาเคมี และยังจัดวางจุดสัมผัสน้ำไว้ใกล้บริเวณพลาสมาได้ [1], [4]

ในงานนี้ ก๊าซผสม CO2 กับอากาศหมุนเวียนผ่านบริเวณพลาสมาในห้องทดลองขนาด 56.6 ลิตร ผู้วิจัยติดตามองค์ประกอบก๊าซตามเวลา และตรวจแสงที่พลาสมาเปล่งออกมาด้วยสเปกโทรสโกปีการเปล่งแสง (optical emission spectroscopy, OES) เพื่อช่วยอธิบายชนิดอนุภาคที่เกี่ยวข้องกับการคายประจุ [1]

รูปที่ 1 จาก Tephiruk และคณะ แสดงผังชุดทดลองในห้องที่บรรจุ CO₂ พร้อมเซนเซอร์ CO₂ CO O₃ และ OES ภาพสนามไฟฟ้าจำลองระหว่างขั้ว แผนภาพการแตกตัวของก๊าซ และสเปกตรัมการเปล่งแสงของพลาสมา
รูปที่ 1 · ชุดทดลอง สนามไฟฟ้าจำลอง และสเปกตรัมแสงของพลาสมา ที่มา: Tephiruk et al. (2025), Journal of Environmental Chemical Engineering [1] (รูป 1 หน้า 2 ในบทความต้นฉบับ)

ตารางนี้สรุปความต่างของการสร้างพลาสมาสามแบบที่มักถูกนำมาเทียบกัน [1], [4], [5]

ประเภทลักษณะการคายประจุสิ่งที่ต้องพิจารณา
DBDมีวัสดุไดอิเล็กทริกกั้นขั้วไฟฟ้าอย่างน้อยหนึ่งด้าน การคายประจุอาจเป็นเส้นใยหรือกระจายตัวตามสภาวะรูปแบบสนามไฟฟ้า วัสดุกั้น ช่องว่าง และการกระจายตัวของการคายประจุ
Coronaไอออไนเซชันเริ่มในบริเวณสนามไฟฟ้าสูง เช่น ใกล้ปลายแหลมหรือลวด โดยไม่ต้องเกิดอาร์กพาดระหว่างขั้วบริเวณเกิดพลาสมา การไหล และการสัมผัสของก๊าซกับบริเวณคายประจุ
Gliding Arcอาร์กเริ่มที่ช่องแคบระหว่างขั้ว แล้วการไหลของก๊าซพาให้ยืดตัวตามแนวขั้วความเสถียรของอาร์ก เวลาสัมผัส อุณหภูมิ และพลังงานที่ใช้
ข้อควรระวังบทความไม่ได้ทดลองเทียบ DBD และ Corona ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน จึงยังสรุปไม่ได้ว่าแบบใดดีที่สุดสำหรับโจทย์นี้ การออกแบบระบบจริงยังต้องติดตามอุณหภูมิก๊าซ น้ำ และขั้วไฟฟ้าควบคู่กัน [1], [4]

วัดอะไรบ้าง: ก๊าซ น้ำ และต้นอ่อน

งานด้านก๊าซเปรียบเทียบการเปิดและไม่เปิดพลาสมา ที่ระดับ CO2 เริ่มต้นประมาณ 1,000 และ 7,500 ppm ส่วนงานด้านน้ำวางน้ำกลั่น (distilled water) 500 มิลลิลิตรไว้ใต้บริเวณพลาสมา และติดตามการผลิต PAW นานถึง 60 นาที [1]

ส่วนที่ศึกษาสิ่งที่วัดคำถามที่ต้องการตอบ
ก๊าซในห้องทดลองCO2, CO และ O3 ตามเวลาเมื่อเปิดพลาสมา องค์ประกอบก๊าซเปลี่ยนอย่างไรเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
น้ำที่สัมผัสพลาสมาpH, การนำไฟฟ้า, H2O2 และ NO3−น้ำเปลี่ยนสมบัติอย่างไรเมื่อเพิ่มเวลาผลิต
ต้นอ่อนทานตะวันความยาวและน้ำหนักสดPAW ให้ผลต่างจากน้ำ DI ภายใต้เงื่อนไขการเพาะเดียวกันหรือไม่
ข้อควรระวังppm (ส่วนในล้านส่วน) บอกความเข้มข้นและใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงได้ แต่การประเมินปริมาณคาร์บอนที่เปลี่ยนรูปต้องใช้ข้อมูลปริมาตร การไหล และผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นร่วมด้วย

ผลฝั่งก๊าซ: CO₂ ลดจากประมาณ 7,500 เหลือ 600 ppm ใน 10 นาที

ที่ระดับเริ่มต้นสูง บทความรายงานว่า CO2 ลดจากประมาณ 7,500 เหลือ 600 ppm ภายใน 10 นาทีเมื่อเปิด Gliding Arc ขณะที่กลุ่มไม่เปิดพลาสมาลดลงไปใกล้ 1,000 ppm ในราว 70 นาที ส่วนกรณีเริ่มต้นต่ำ บทความรายงานการลดจากประมาณ 1,000 เหลือ 600 ppm เมื่อเปิดพลาสมา [1]

รูปที่ 2 จาก Tephiruk และคณะ กราฟสี่ช่องของ CO₂ และ CO ตามเวลาในห้องทดลอง เทียบการไม่เปิดและเปิด Gliding Arc ที่ความเข้มข้นเริ่มต้นต่ำและสูง ช่องสุดท้ายแสดง O₃ ด้วย
รูปที่ 2 · (a–b) ระดับเริ่มต้นต่ำ (c–d) ระดับเริ่มต้นสูง เทียบการไม่เปิดและเปิด Gliding Arc พร้อมติดตาม CO และ O3 ที่มา: Tephiruk et al. (2025), Journal of Environmental Chemical Engineering [1] (รูป 2 หน้า 5 ในบทความต้นฉบับ)
ข้อควรระวังCO2 ในกลุ่มควบคุมก็ลดลงด้วย บทความอภิปรายว่าอาจมาจากการรั่วหรือการดูดซับบนพื้นผิว จึงต้องอ่านผลการเปิดพลาสมาควบคู่กับกลุ่มควบคุมเสมอ ผลนี้เป็นความเข้มข้นในห้องทดลองปิด การลดลงของ ppm ไม่ใช่การกำจัดหรือดักจับคาร์บอนสุทธิ [1]

ความเข้มข้นเริ่มต้นมีผลต่อพฤติกรรมของระบบ และควรดู CO2 ร่วมกับ CO และ O3 ตามเวลา เพราะก๊าซหลายชนิดเปลี่ยนไปพร้อมกัน ปฏิกิริยาตัวอย่างด้านล่างช่วยอธิบายการเปลี่ยน CO2 และการเกิด O3 ในก๊าซผสม [1]

  • CO2 + e− → CO + O + e−
  • O + O2 + M → O3 + M

จากก๊าซสู่น้ำ: PAW เปลี่ยนไปอย่างไร

เมื่อก๊าซและน้ำอยู่ในระบบเดียวกัน สารที่เกิดจากพลาสมาบางส่วนถ่ายเทเข้าสู่น้ำและเกิดปฏิกิริยาต่อที่รอยต่อก๊าซกับน้ำและในของเหลว ก๊าซผสม CO2 กับอากาศจึงเกี่ยวข้องกับเคมีของคาร์บอน ออกซิเจน และไนโตรเจน [1]

รูปที่ 3 จาก Tephiruk และคณะ ด้านบนเป็นแผนภาพการแตกตัวของ CO₂ และอากาศระหว่างขั้ว ด้านล่างเป็นแผนภาพสารจากพลาสมาในก๊าซที่ถ่ายเทลงน้ำ พร้อมภาพถ่ายพลาสมาทำงานเหนือผิวน้ำ
รูปที่ 3 · ปฏิกิริยาในก๊าซและการสัมผัสกับน้ำ เส้นทางปฏิกิริยาในภาพเป็นคำอธิบายที่ผู้วิจัยเสนอ ที่มา: Tephiruk et al. (2025), Journal of Environmental Chemical Engineering [1] (รูป 3 หน้า 6 ในบทความต้นฉบับ)

สมการตัวอย่างต่อไปนี้แสดงเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับการเกิดไนเตรตและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในระบบก๊าซกับน้ำ งานนี้ตรวจ H2O2 และ NO3− เชิงปริมาณเพื่อดูว่าน้ำเปลี่ยนไปอย่างไร [1]

  • N + O2 → NO + O
  • NO + O + M → NO2 + M
  • 3NO2 + H2O → 2HNO3 + NO
  • HNO3 → H+ + NO3−
  • •OH + •OH → H2O2

ระหว่างการผลิต PAW น้ำเป็นกรดมากขึ้นและนำไฟฟ้าได้มากขึ้น พร้อมกับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) และไนเตรต (NO3−) ที่ตรวจวัดได้เพิ่มขึ้น แสดงว่าน้ำเปลี่ยนแปลงทางเคมีหลังสัมผัสพลาสมา [1]

รูปที่ 4a–b จาก Tephiruk และคณะ กราฟซ้ายแสดง pH ลดลงและการนำไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามเวลาผลิต PAW กราฟขวาแสดงไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และไนเตรตเพิ่มขึ้นตามเวลา
รูปที่ 4a–b · สมบัติของน้ำระหว่างผลิต PAW ซ้าย: pH และการนำไฟฟ้า ขวา: H2O2 และ NO3− แต่ละกราฟมีแกนตั้งสองด้าน ควรอ่านหน่วยคู่กับสีเส้น ที่มา: Tephiruk et al. (2025), Journal of Environmental Chemical Engineering [1] (รูป 4a–b หน้า 7 ในบทความต้นฉบับ)
  • pH ลดลง: บอกการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดของน้ำ
  • การนำไฟฟ้าเพิ่ม: สอดคล้องกับไอออนในน้ำที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้บอกชนิดของไอออน
  • H2O2 และ NO3−: บอกระดับสารออกซิไดซ์และไนโตรเจนรูปไนเตรต ซึ่งสัมพันธ์กับการนำน้ำไปทดสอบต่อ
ข้อควรระวังหากจะใช้ PAW ซ้ำได้ ควรระบุน้ำตั้งต้น คุณสมบัติน้ำหลังผลิต และระยะเวลาก่อนใช้ให้ชัดทุกรอบผลิต

ผลกับต้นอ่อนทานตะวัน 12 วัน

ผู้วิจัยเปรียบเทียบ PAW กับน้ำปราศจากไอออน (deionized water, DI) ในการเพาะทานตะวันนาน 12 วัน แต่ละกลุ่มมี 4 ซ้ำ ซ้ำละ 100 เมล็ด ภายใต้สภาพการเพาะเดียวกัน ผลการเติบโตที่รายงานใช้ PAW ที่ผลิตนาน 30 นาที [1]

รูปที่ 4c–d จาก Tephiruk และคณะ กราฟกล่องความยาวต้นอ่อนและน้ำหนักต่อ 100 ต้นของกลุ่มน้ำ DI และ PAW พร้อมภาพเทียบต้นอ่อนทานตะวันสองกลุ่มและถาดเพาะ
รูปที่ 4c–d · ความยาวต้นอ่อน น้ำหนักต่อ 100 ต้น และภาพต้นอ่อนกลุ่มน้ำ DI กับ PAW ตัวอักษร a และ b แสดงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญตามสถิติที่บทความรายงาน ที่มา: Tephiruk et al. (2025), Journal of Environmental Chemical Engineering [1] (รูป 4c–d หน้า 7 ในบทความต้นฉบับ)

ในเงื่อนไขที่ศึกษา กลุ่มที่ได้ PAW มีต้นอ่อนยาวกว่าและน้ำหนักสดสูงกว่ากลุ่มน้ำ DI อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) [1]

ข้อควรระวังPAW อาจส่งผลผ่านหลายองค์ประกอบพร้อมกัน ทั้งไนเตรต สารออกซิไดซ์ pH และไอออนในน้ำ ซึ่งอาจเปลี่ยนสภาพที่เมล็ดและรากสัมผัสช่วงแรกของการเจริญ ผลนี้จึงควรทดลองต่อกับชนิดพืช น้ำตั้งต้น และวิธีเพาะที่ใช้จริง โดยวัดผลที่พืชควบคู่กับคุณสมบัติน้ำ

พลังงาน: ความเข้มข้น CO₂ เริ่มต้นเปลี่ยนตัวเลขอย่างมาก

บทความรายงานกำลังไฟประมาณ 50 W และคำนวณพลังงานจำเพาะ (specific energy consumption, SEC) จากความเข้มข้น CO2 ที่ลดลง ค่า SEC ขึ้นกับความเข้มข้นเริ่มต้นมาก และต่างกันมากระหว่างกรณีเริ่มต้นสูงและต่ำ จึงต้องรู้ความเข้มข้นของแหล่งก๊าซจริงก่อนประเมินความคุ้มค่า [1]

กรณีที่บทความรายงานช่วงเวลาSEC ที่รายงาน*
CO2 ประมาณ 7,500 → 600 ppm (เริ่มต้นสูง)10 นาที11.9 kWh/kg CO2
CO2 ประมาณ 1,000 → 600 ppm (เริ่มต้นต่ำ)35 นาทีประมาณ 720 kWh/kg CO2
ข้อควรระวัง*ค่าประมาณตามบทความ [1] หน้า 5 คำนวณจากการเปลี่ยนแปลง CO2 ในชุดทดลอง ไม่ใช่ค่าของระบบทั้งระบบ ก่อนนำไปเปรียบเทียบหรือขยายระบบ ต้องวัดกำลังไฟจริงของพลาสมา ปั๊ม และอุปกรณ์ประกอบ ระยะเวลาทำงาน และปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ตรวจวัดได้ หากจะนับประโยชน์จาก PAW ต้องกำหนดปริมาณและคุณสมบัติของน้ำที่ใช้ได้จริงด้วย

ติดตาม CO, O₃ และก๊าซขาออกควบคู่กับ CO₂

ระหว่างเปิด Gliding Arc ผู้วิจัยตรวจพบ CO และ O3 ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของ CO2 การพัฒนาระบบจึงต้องดูทั้งผลที่ต้องการและก๊าซที่เกิดร่วม และควรรวมการตรวจก๊าซขาออก การควบคุมการไหล และการระบายอากาศไว้ในแบบตั้งแต่ต้น [1]

ข้อควรระวังบทความเสนอให้ใช้ปฏิกิริยาระหว่างก๊าซกับน้ำเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการสารจากพลาสมา แต่การระบุว่าเปลี่ยนสารได้มากเพียงใดต้องวัดก๊าซก่อนและหลังส่วนสัมผัสน้ำ และตรวจของเหลวร่วมด้วย ผลเคมีของ PAW เพียงอย่างเดียวยังไม่ได้พิสูจน์ว่าก๊าซที่เกิดร่วมถูกกำจัดหมด [1]

ค่าอ้างอิงด้านการสัมผัส CO และ O3 ด้านล่างเป็นเกณฑ์ของสหรัฐฯ สำหรับผู้ปฏิบัติงาน ไม่ใช่เกณฑ์ของไทย ไม่ใช่ข้อกำหนดความเข้มข้นในเครื่องปฏิกรณ์หรือค่าการปล่อยก๊าซ และใช้แทนการตรวจข้อกำหนดที่บังคับใช้ ณ สถานที่ติดตั้งในประเทศไทยไม่ได้ [6], [7], [8]

ก๊าซหน่วยงาน / ประเภทค่าอ้างอิง
COOSHA PEL · ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 8 ชั่วโมง50 ppm
O3OSHA PEL · ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 8 ชั่วโมง0.1 ppm
O3NIOSH REL · ค่าเพดาน (ceiling)0.1 ppm ไม่ควรเกิน ณ เวลาใดระหว่างการสัมผัส
ข้อควรระวังควรแยกจุดตรวจภายในระบบ ทางออกก๊าซ และบริเวณหายใจของผู้ปฏิบัติงาน ค่าที่วัดในห้องทดลองไม่สามารถบอกความปลอดภัยของสถานที่ทำงานได้โดยตรง การระบายอากาศ ระบบจัดการก๊าซ และจุดตั้งสัญญาณเตือนต้องประเมินตามสภาพใช้งานจริง

จากผลทดลองสู่ระบบจริง

ข้อมูลที่มีเชื่อมให้เห็นตั้งแต่การเปลี่ยนองค์ประกอบก๊าซ คุณสมบัติ PAW ไปจนถึงผลกับต้นอ่อน ขั้นต่อไปคือนำข้อมูลฝั่งก๊าซ น้ำ พลังงาน และความปลอดภัยมาดูร่วมกัน เลือกเงื่อนไข ทำซ้ำ แล้วจึงเพิ่มเวลาทำงานและปริมาณที่ผลิตทีละขั้น

ประเด็นพัฒนาข้อมูลที่ต้องเพิ่มช่วยตัดสินใจเรื่องใด
คาร์บอนเข้าและออกก๊าซ ผลิตภัณฑ์ในน้ำ สิ่งสะสม และผลของกลุ่มควบคุมCO2 เปลี่ยนรูปหรือเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่ใดและปริมาณเท่าใด
พลังงานทั้งระบบกำลังไฟตามเวลา ปั๊ม และอุปกรณ์ประกอบพลังงานต่อผลผลิตที่ใช้งานได้จริง
คุณภาพ PAWความสม่ำเสมอ อายุหลังผลิต และผลในวิธีเพาะเป้าหมายปริมาณและคุณภาพน้ำตอบโจทย์ผู้ใช้หรือไม่
การทำงานต่อเนื่องอัตราการไหล เวลาสัมผัส ความทนทาน และก๊าซขาออกเงื่อนไขสำหรับพัฒนาเป็นระบบนำร่อง

เมื่อขยายระบบ ให้เทียบผลที่ได้กับพลังงาน น้ำ และวัสดุที่ใช้ เพื่อเลือกเงื่อนไขที่ให้คุณค่ารวมสูงสุด

ทดลองกับกระแสก๊าซและน้ำของคุณ

ส่งข้อมูล 6 อย่างถึงทีม Plasma Innovations ทางอีเมล [email protected] เพื่อออกแบบการทดลองขนาดเล็กที่เชื่อมข้อมูลก๊าซ คุณภาพน้ำ ผลการใช้งาน และพลังงาน แล้วเลือกเงื่อนไขสำหรับการทดสอบขั้นถัดไป

ส่งอีเมลหาทีมวิจัย[email protected]ดูกรณีใช้งานอื่นของพลาสมาเย็น →

ข้อมูลที่ควรเตรียม

  1. แหล่งก๊าซ
  2. อัตราการไหล
  3. ช่วงความเข้มข้น CO₂
  4. น้ำตั้งต้น
  5. ปริมาณ PAW ที่ต้องการ
  6. การใช้งานปลายทาง

อ้างอิง

  1. N. Tephiruk, S. Homkanchan, J. Puttha, et al., "CO2 reduction and seedling growth enhancement using dual-function gliding arc plasma system," Journal of Environmental Chemical Engineering, vol. 13, no. 5, Art. no. 117567, 2025, doi: 10.1016/j.jece.2025.117567.
  2. Intergovernmental Panel on Climate Change, "Summary for policymakers," in Climate Change 2023: Synthesis Report, H. Lee and J. Romero, Eds. Geneva, Switzerland: IPCC, 2023, pp. 1–34. [Online]. Available: https://www.ipcc.ch/report/ar6/syr/summary-for-policymakers/. Accessed: Sep. 28, 2026.
  3. NOAA Climate.gov, "Climate change: Atmospheric carbon dioxide." [Online]. Available: https://www.climate.gov/news-features/understanding-climate/climate-change-atmospheric-carbon-dioxide. Accessed: Sep. 28, 2026.
  4. A. Fridman, S. Nester, L. A. Kennedy, A. Saveliev, and O. Mutaf-Yardimci, "Gliding arc gas discharge," Progress in Energy and Combustion Science, vol. 25, no. 2, pp. 211–231, 1999, doi: 10.1016/S0360-1285(98)00021-5.
  5. H.-Y. Chu and B.-T. Liou, "Gap-dependent arrangements of dielectric barrier discharges in open air," Physics of Plasmas, vol. 21, no. 8, Art. no. 083504, 2014, doi: 10.1063/1.4892639.
  6. National Institute for Occupational Safety and Health, "Carbon monoxide," NIOSH Pocket Guide to Chemical Hazards. [Online]. Available: https://www.cdc.gov/niosh/npg/npgd0105.html. Accessed: Sep. 28, 2026.
  7. National Institute for Occupational Safety and Health, "Ozone," NIOSH Pocket Guide to Chemical Hazards. [Online]. Available: https://www.cdc.gov/niosh/npg/npgd0476.html. Accessed: Sep. 28, 2026.
  8. Occupational Safety and Health Administration, "Table Z-1, Limits for air contaminants," 29 CFR 1910.1000. [Online]. Available: https://www.osha.gov/laws-regs/regulations/standardnumber/1910/1910.1000TABLEZ1. Accessed: Sep. 28, 2026.